กู่กาสิงห์

ประวัติบ้านกู่กาสิงห์

สภาพทั่วไปของบ้านกู่กาสิงห์

              ที่ตั้งและอาณาเขต

                บ้านกู่กาสิงห์  เทศบาลตำบลกู่กาสิงห์  อำเภอเกษตรวิสัย  จังหวัดร้อยเอ็ด  ตั้งอยู่ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้  โดยอยู่บนเนินดินสูงฝั่งทิศใต้ติดกับแม่น้ำเสียวใหญ่  พิกัดเส้นรุ้งที่  ๑๕  องศา  ๓๔  ลิปดา  ๔๐   ฟิลิปดาเหนือ  เส้นแวงที่  ๑๐๓ องศา  ๔๐  ลิปดา ๓๔ ฟิลิปดาตะวันออก  ห่างจากที่ตั้งอำเภอเกษตรวิสัยไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ระยะ  ทางประมาณ  ๑๗  กิโลเมตร  โดยมีอาณาเขตติดต่อกับหมู่บ้านต่างๆ  ดังนี้

                      ทิศเหนือ              ติดต่อกับบ้านม่วย   ตำบลกู่กาสิงห์

                      ทิศตะวันออก        ติดต่อกับบ้านเล้าข้าว  บ้านหนออีเข็ม  ตำบลหินกอง

                                                อำเภอสุวรรณภูมิ  จังหวัดร้อยเอ็ด

                      ทิศใต้                  ติดต่อกับบ้านคูดินทราย  อำเภอสุวรรณภูมิ  จังหวัดร้อยเอ็ด

                      ทิศตะวันตก          ติดต่อกับบ้านเมืองบัว  ตำบลเมืองบัว  อำเภอเกษตรวิสัย

                                                จังหวัดร้อยเอ็ด     

              ประวัติบ้านกู่กาสิงห์      

                นายบิน    นาปองสี  ซึ่งได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านบ้านกู่กาสิงห์ หมู่ที่  ๑   เมื่อวันที่  ๑๕  ตุลาคม  พุทธศักราช  ๒๕๑๔  ( สมัยนั้นเป็นหมู่ที่  ๕  ตำบลเมืองบัว )  ได้เขียนบันทึกเป็นประวัติหมู่บ้านตามคำบอกเล่าของพ่อใหญ่บิน    ศรีเที่ยง  ไว้ว่า

                “……..แต่ก่อนเป็นดงป่าไผ่  เป็นที่อาศัยของโจรผู้ร้ายซึ่งมาจากแดนสุรินทร์    ก่อนที่จะได้นามกู่กาสิงห์ใหญ่เพราะว่ามีวัตถุโบราณหลายแห่ง    ที่สำคัญคือกู่ที่มีรูปสิงห์ไว้ช่องหน้าประตูของกู่  และยังมีอีกกู่โพนระฆังและกู่โพนวิจ    จำพวกที่ว่ามานี้ปรากฏว่ามีนายเพียราดและนายพระจันทร์และนายแสงลือ    เพราะคนจำพวกนี้ได้อพยพมาจากอำเภอจตุรพักตรพิมาน   เห็นว่าบ้านนี้มีห้วย  หนองและลำน้ำเสียวติดกับขอบบ้าน    เมื่อเห็นว่าเป็นถิ่นอุดมสมบูรณ์   โดยมีปลานานาชนิด   จึงได้ปลูกกระท่อมขึ้นในระหว่างปี  พุทธศักราช   ๒๔๔๓    ปีขาล

                      อยู่ต่อมาก็มีลูกหลานอพยพติดตามมาเรื่อยๆ  ก็เลยเกิดเป็นคุ้มใหญ่โตขึ้น    ลูกหลานจึงยกให้นายลือนามสกุล    ศรีกู่กา  เป็นผู้ปกครอง  เพราะลูกหลานทั้งหลายเห็นว่าท่านผู้นี้เคยเป็นตาแสงมาแล้วแต่สมัยท่านอยู่ถิ่นเดิม    ต่อมาผู้คนก็ทยอยตามๆ  กันมาก็เกิดเป็นบ้านใหญ่โตขึ้น

                      ต่อมาอีก  ๙  ปี   ก็มีหลวงพ่อโป่งหรือหล้าก็ได้มาเยี่ยม  เห็นว่าเป็นถิ่นอุดมสมบูรณ์พอสมควร  จึงได้จัดตั้งวัดขึ้นในปี  พุทธศักราช  ๒๔๕๒    ไม่ได้โยกย้ายไปที่อื่น  เป็นวัดที่ถาวรมาตราบเท่าทุกวันนี้

      ส่วนผู้คนปรากฏว่าในเมื่อนายลือ   สีกู่กา   เหนื่อยในการปกครองท่านจึงได้ลาออกจากตำแหน่งนี้ไปก็เลยมีนายเพียราด    และนายท้าวเห็นว่าบ้านเมืองปั่นป่วน    ราษฎรทั้งหลายจึงขอเรียกร้องให้นายลือ    สีกู่กา  กลับคืนเป็นผู้ปกครองอีก    เมื่อบ้านเมืองสงบเรียบร้อยจึงมีนายสี   นายรู    นายโม้   นายอ่อนสี    นายแก้ว    นายคุย    นายน้อย    นายโมก    ศรีเที่ยง  ได้ปกครองมาจนถึงสมัยของข้าพเจ้าจนถึงทุกวันนี้……..”

                พ่อใหญ่ดำรง    สังคมศิลป์  ได้จัดพิมพ์หนังสืออนุสรณ์ในงานากฐินเมื่อวันที่  ๑๕  -  ๑๖   เดือนพฤศจิกายน   พุทธศักราช    ๒๕๑๕   และได้บันทึกประวัติของบ้านกู่กาสิงห์ไว้ว่า

      “…..ถิ่นที่ตั้งบ้านกู่กาสิงห์    แต่เดิมเป็นถิ่นที่อยู่ของพวกขอม  เพราะทราบได้จากหลักฐานซึ่งมีโบราณวัตถุเก่าแก่ไว้นมนาน    สันนิษฐานว่าคงสร้างขึ้นในสมัยขอมมีอำนาจอยู่ในดินแดนตอนนี้    สิ่งก่อสร้างทั้งหมดใช้ศิลาแลง   เช่น  กู่กาสิงห์  กู่โพนวิจ  กู่โพนระฆังล้วนแต่สร้างด้วยศิลาแลงทั้งสิ้น   มีลวดลายวิจิตรพิสดารมาก   เป็นวัตถุโบราณที่เก่าแก่มานมนานแต่เดี๋ยวนี้ได้ชำรุดหักพังลงไปมากและคนชอบลักลอบหนีทุกปี

      นอกจากสิ่งที่ก่อสร้างศิลาแลงยังมีถนนใหญ่ขนาดกว้าง    ๓๐    เมตรและสูงประมาณ   ๓    เมตรทอดจากหมู่บ้านข้ามลำน้ำเสียวไปถึงระดับพื้นดินสูงบ้านโพนพะอุง    และอีกสายหนึ่งทอดจากหมู่บ้านลงใปในทุ่งใหญ่    แล้วมีสระโบราณไว้ที่ถนนสุดอีก    สระมีเนื้อที่ประมาณ    ๕๐    ไร่( สระแก )

      ส่วนเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านก็มีสระมีหนองมีคลองมีบึงหลายแห่ง    ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ใช้กำลังคนสร้างไว้  แต่คนพวกนี้ได้ทอดทิ้งมานานจนกลายเป็นดงรกร้างว่างเปล่าไม่มีผู้คนอยู่อาศัย    มีแต่สัตว์ป่านานาชนิด  เช่น  ลิงค่าง  บ่าง  ชะนี   หมี  เม่น  ละมั่ง  อง  หงส์   ห่าน   ตามห้วยหนองคลองบึง   มีปูปลาสกุนาร้องเซ็งแซ่    จนผู้คนไม่กล้ามาอาศัยอยู่    โดยมากมีพวกพรานป่าพากันมาพักยิงสัตว์แล้วก็หนีไป

      พวกที่มาอาศัยอยู่ครั้งแรกก็มีพ่อใหญ่พระจันทร์กับพวกประมาณ    ๑๐    คน    เพราะคนพวกนี้ได้รับความเดือดร้อนจากเจ้านายที่ปกครองโดยไร้ศีลธรรม    ทนต่อความกดขี่ข่มเหงของเจ้านายไม่ไหว    จึงอพยพจากบ้านหัวช้าง  อำเภอจตุรพักตรพิมาน  มาตั้งบ้านกู่กาสิงห์เมื่อปีพุทธศักราช    ๒๔๔๖    มีคนสำคัญคือพ่อใหญ่พระจันทร์  พ่อใหญ่ลือ  พ่อใหญ่สักขา   พ่อใหญ่

เพียราด     ๔   คนนี้เป็นจักรกลที่สำคัญพาพรรคพวกลงมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านกู่กาสิงห์

      นอกจากนี้ก็มีพ่อใหญ่พั้ว  พ่อใหญ่ธรรม    พ่อใหญ่เพ็ง    พ่อใหญ่สอน    ได้ทยอยกันลงมาเรื่อยๆ  จนเป็นหมู่บ้านใหญ่ประมาณ    ๒๐  -  ๓๐    ครอบครัว  แต่บ้านกู่กาสิงห์เป็นแหล่งที่มีชัยภูมิดี  มีปูปลาอาหารอุดมสมบูรณ์    มีทำเลกว้างขวางเพราะติดกับทุ่งใหญ่และมีลำน้ำเสียวใหญ่เป็นแม่น้ำสำคัญ    จึงทำให้ผู้คนสนใจมากได้พากันอพยพลงมาอยู่เรื่อยๆ    จนกลายเป็นหมู่บ้านใหญ่  ประมาณปีพุทธศักราช  ๒๔๕๖    ท่านพระหลวงพ่อโป่งได้พร้อมชาวบ้านได้สร้างวัดขึ้นเป็นที่พำนักสงฆ์เพื่อดำรงไว้พระพุทธศาสนาสืบไป

      จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นว่า    ข้อมูลเกี่ยวกับระยะเวลามาตั้งบ้านกู่กาสิงห์จะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย    โดยจากพ่อใหญ่บินนาปองสี    ได้บันทึกคำบอกเล่าด้วยลายมือตนเองว่า   ได้ปลูกกระท่อมขึ้นในระหว่างปี  พุทธศักราช   ๒๔๔๓    ปีขาล  ส่วนพ่อใหญ่ดำรง    สังคมศิลป์    ได้กล่าวไว้ว่าตั้งบ้านกู่กาสิงห์เมื่อปีพุทธศักราช    ๒๔๔๖  เมื่อเดือน  ๔    ปีเถาะ  เป็นต้น

                ส่วนนายอำคา    แสงงาม   ได้มีโอกาสสนทนากับคุณพ่อสอน    นามเขต   อดีตครูโรงเรียนบ้านกู่กาสิงห์  ซึ่งถือว่าท่านเป็นผู้รอบรู้เกร็ดประวัติศาสตร์หมู่บ้านมากที่สุดอีกคนหนึ่ง    ท่านเล่าให้ฟังว่า

                  ………..บุคคลกลุ่มที่เข้าผู้มาตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่ที่นี่เป็นครั้งแรก  คือเป็นกลุ่มคนที่มีพื้นเพเดิมอยู่ที่บ้านเหม่าในเขตเมืองสุวรรณภูมิ    ต่อมาได้เดินทางไปตั้งเมืองจตุรพักตรพิมานกับหลวงพรหมพิทักษ์(  พรหม  )  ภายหลังเป็นพระธาดาอำนวยเดช   เจ้าเมืองจตุรพักตรพิมาน    และกลุ่มบุคคลคนดังกล่าวต่อมาทราบว่ามีความขัดแย้งกับเจ้าเมือง    อ้างว่าได้รับความเดือดร้อนจากเจ้านายที่ปกครองไม่เป็นธรรมและทนต่อการกดขี่ข่มเหงไม่ไหว   จึงอพยพครอบครัวย้อนกลับมาตั้งภูมิลำเนาที่บ้านกู่กาสิงห์

                 โดยเบื้องต้นได้ปลูกกระท่อมอยู่อาศัยบริเวณคุ้มน้อย   บุคคลสำคัญที่มาครั้งนั้นมี  ๔  คนคือพ่อใหญ่พระจันทร์(  ศรีเที่ยง  )  พ่อใหญ่ตาแสงลือ(  ศรีกู่กา  )  พ่อใหญ่เพียราด(  อุปวงษา  )  และพ่อใหญ่สักขา(  บัวเบิก  )  ท่านนี้ภายหลังได้ย้ายครอบครัวกลับไปที่เมืองจตุรพักตรพิมานอีกครั้ง    และเล่าว่าในสมัยนั้น  บริเวณบ้านกู่กาสิงห์เป็นที่ทำนาของเจ้าเมืองสุวรรณภูมิ  โดยเจ้านายได้มอบหมายให้ลูกน้องมาเฝ้าและทำนาอยู่ที่หนองอัญญา(  ทิศตะวันตกกู่กาสิงห์  )  ผู้มาเฝ้านาสมัยนั้นคือพ่อใหญ่พัด  ท่านยังเคยพูดกับชาวบ้านกู่กาสิงห์ว่า  “นานี้ไม่ใช่นาของประชาชน  เป็นนาของอัญญา  กูเป็นคนมาเฮ็ด”  ด้วยเหตุนี้คนทั่วไปจึงเรียกหนองน้ำแห่งนี้ว่า  หนองอัญญา  ตั้งแต่นั้นมา  ซึ่งหมายถึงที่นาของเจ้าเมือง

                 ในขณะเดียวกันกลุ่มคนอีกพวกหนึ่งที่อยู่ในเมืองสุวรรณภูมิ ที่เคยมีความสัมพันธ์รู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดีกับกลุ่มที่มาจากบ้านหัวช้างเมื่อครั้งอยู่เมืองสุวรรณภูมิถิ่นเดิมด้วยกัน   และเมื่อทราบข่าวว่าญาติพี่น้องจากบ้านหัวช้างย้อนกลับมาตั้งบ้านเรือนอยู่บ้านกู่กาสิงห์  จึงได้ชวนกันอพยพมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่คุ้มน้อยด้วย  เพราะเห็นว่าเป็นถิ่นที่อุดมสมบูรณ์สามารถทำมาหากินได้สะดวก  ผู้คนที่มาสมัยนั้นได้แก่ พ่อใหญ่จารย์สี    นาเมือง   พ่อใหญ่นนท์    หยุดยั้ง  แม่ใหญ่หล้า    บัวแก้ว    มาจากบ้านบัวป่า    พ่อใหญ่พันนา   นาเมือง  อีกท่านหนึ่งที่มีชื่อในสมัยต่อมาคือพ่อใหญ่ศรีสุธรรม    บุญสา  เป็นต้น

                ทั้งนี้คุณพ่อสอน    นามเขต  เล่าให้ฟังว่าเมื่อคนจากเมืองสุวรรณภูมิมาอยู่อาศัยที่คุ้มน้อยร่วมกันกับคนที่มาจากบ้านหัวช้าง  อำเภอจตุรพักตรพิมาน  ภายหลังคนที่มาจากบ้านหัวช้างได้ย้ายครัวเรือนมาตั้งภูมิลำเนาที่ฝั่งหนองกกหรือบริเวณคุ้มใหญ่ในปัจจุบัน  ดังนั้นจึงปรากฏว่าบริเวณคุ้มใหญ่เป็นที่อยู่อาศัยของคนที่มาจากเมืองจตุรพักตรพิมาน  คนที่อาศัยอยู่คุ้มน้อยเป็นกลุ่มคนที่มาจากเมืองสุวรรณภูมิ

                นอกจากนี้มีเรื่องเล่าว่า พ่อใหญ่แก้วกับแม่ใหญ่ลา ก็เป็นคนหนึ่งที่เข้ามาอาศัยที่บ้าน

กู่กาสิงห์  เวลาไร่เรี่ยกันกับพ่อใหญ่จารย์สี    นาเมือง   โดยมาทำนาอยู่ที่หนองทางทิศเหนือของวัดบูรพากู่น้อย  ต่อมาคนทั่วไปจึงเรียกหนองน้ำแห่งนี้ว่า  “หนองแก้วลา”   ในเวลาต่อมา

                ประมาณปีพุทธศักราช  ๒๔๗๕  พระคำสิงห์    ทนสิงห์   หรือหลวงพ่อหล้า  ได้ชักชวนญาติโยมตั้งสำนักสงฆ์ขึ้นบริเวณกู่กาสิงห์ ( บุตรพ่อใหญ่จารญ์ขันตี  )  และก็พัฒนามาเป็นวัดในปัจจุบัน

                ในส่วนบริเวณคุ้มตะวันตกเล่ากันว่า เดิมเป็นที่ว่างเปล่าโล่งเตียนไม่มีผู้คนอาศัย   และใช้เป็นที่เลี้ยงวัวเลี้ยงควายและเล่นตีคลีของเด็กและคนหนุ่มสาว   เมื่อประมาณปีพุทธศักราช  ๒๕๗๐  พ่อใหญ่สีสีโนฮัดหรือพ่อใหญ่โก่  เชิดชู  ภรรยาชื่อแม่ใหญ่วันโน   ท่านมีภูมิลำเนาเดิมอยู่บ้าน

ดงมัน  ได้อพยพครอบครัวมาตั้งถิ่นฐานที่คุ้มตะวันตกเป็นคนแรก    ทั้งนี้เพราะเห็นว่าพื้นที่แห่งนี้มีพื้นที่ว่างเปล่าสามารถจับจองที่นาทำกินได้ต่อมาจึงมีคนอพยพเข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ   โดยเฉพาะมาจากบ้านจาน  เช่น พ่อใหญ่แก่น    เชิดชู (  บุตรพ่อใหญ่โก่  )  แม่ใหญ่อิ่ม    ปั้นงาม  พ่อใหญ่โม่    เชิดชู  มาจากบ้านจานทุ่ง   พ่อใหญ่แพง    นามวงษ์  พ่อใหญ่มี    เจริญ  มาจากบ้านดงมัน  เป็นต้น  เมื่อคนกลุ่มนี้เข้ามาตั้งภูมิลำเนาอยู่ที่คุ้มตะวันตก  คนทั่วไปมักจะนิยมเรียกว่าคุ้มบ้านจานเพราะคนบ้านจานมีลักษณะเฉพาะที่คนทราบกันทั่วไปคือ    พูดจาสำเนียงโคราชซึ่งแตกต่างจากสำเนียง

ท้องถิ่น    และมีฝีมือในการตีหม้อดิน  เป็นต้น   หลังจากนั้นจึงมีผู้คนอพยพเข้ามาอาศัยมากขึ้นจนเป็นคุ้มบ้านขนาดใหญ่ดังปัจจุบัน

                อย่างไรก็ตาม  ผู้คนที่มาจากแต่ละแห่งเมื่อมาอยู่ร่วมสังคมเดียวกัน  ต่างขยันทำมาหากิน  ร่วมกันสร้างสรรค์สังคมวัฒนธรรม  ปฏิบัติตามจารีตประเพณีจัดงานบุญบั้งไฟ  งานบุญสรงกู่  เป็นประจำทุกปี  อันเป็นแนวทางให้บุตรหลานได้ร่วมกันรักษาสืบทอดประเพณีต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน


ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>